โรคพาร์กินสัน

โรคพาร์กินสัน (Parkinson's Disease): อาการเริ่มต้น สาเหตุ และวิธีรักษา

✓ ด้วยความปรารถนาดีจาก นพ.ศิรพัชร์ พูนวุฒิกุล31 มีนาคม 2569อ่าน 1 นาทีโรคสมอง
โรคพาร์กินสัน (Parkinson's Disease): อาการเริ่มต้น สาเหตุ และวิธีรักษา

โรคพาร์กินสัน (Parkinson's Disease): เมื่อร่างกายไม่ทำตามคำสั่งของสมอง

โรคพาร์กินสัน (Parkinson's Disease): อาการเริ่มต้น สาเหตุ และวิธีรักษา

"โรคพาร์กินสัน" ไม่ใช่โรคของคนแก่ที่มือสั่นตามวัย แต่เป็นโรคความเสื่อมทางระบบประสาทที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง หากคุณหรือคนใกล้ชิดเริ่มมีอาการเคลื่อนไหวช้าลงอย่างผิดสังเกต นี่คือสัญญาณเตือนของโรคพาร์กินสันที่คุณต้องทำความเข้าใจ


ต้นตอของพาร์กินสัน: สมองขาด "โดพามีน"

ศูนย์บัญชาการที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของมนุษย์ให้ลื่นไหล อยู่ที่สมองส่วนลึกที่เรียกว่า ก้านสมองส่วนกลาง (Substantia Nigra) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตสารสื่อประสาทชื่อ "โดพามีน" (Dopamine) เมื่อเซลล์สมองบริเวณนี้เสื่อมสภาพหรือตายลงไปกว่า 60-80% ปริมาณโดพามีนในสมองจะลดลง ส่งผลไม่สามารถส่งคำสั่งไปที่กล้ามเนื้อได้อย่างราบรื่น ทำให้ร่างกายเกิดอาการ "กระตุก สั่น หรือแข็งเกร็ง" นั่นเอง

4 อาการหลัก สัญญาณเตือนพาร์กินสัน (TRAP)

แพทย์ระบบประสาทมักประเมินอาการเบื้องต้นผ่านตัวย่อ TRAP ได้แก่:

  1. T - Tremor (อาการสั่น): เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักสั่นที่มือ นิ้ว หรือคาง โดยจะ "สั่นขณะอยู่นิ่ง" (เช่น วางมือบนตัก) แต่เมื่อขยับมือหยิบของ อาการสั่นมักจะหายไป แต่ถ้าชวนคุยไปเรื่อยๆ หรือเบี่ยงเบนความสนใจไปที่อื่น ก็จะเห็นอาการสั่นได้ชัดขึ้น
  2. R - Rigidity (กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง): รู้สึกปวดเมื่อยตามหัวไหล่ ขา หรือลำตัว แขนขาเหยียดไม่สุดเหมือนมีเฟืองล็อกอยู่
  3. A - Akinesia / Bradykinesia (เคลื่อนไหวช้า): ทุกอย่างดูสโลว์โมชั่นไปหมด กะพริบตาน้อยลง (หน้าเฉยเมย) พูดเสียงเบา ลุกจากเก้าอี้ลำบาก หรือติดกระดุมเสื้อช้าลงมาก
  4. P - Postural Instability (เสียการทรงตัว): ยืนหลังค่อม เดินซอยเท้าถี่ๆ และมักหกล้มง่ายเพราะก้าวขาไม่ออก

การรักษา: คืนจังหวะชีวิตให้ผู้ป่วย

แม้ปัจจุบัน โรคพาร์กินสันจะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การแพทย์ยุคใหม่สามารถควบคุมอาการและชะลอความเสื่อมได้ดีมาก:

  • การรักษาด้วยยา (Medication): เป็นการให้ยาเพื่อทดแทน "โดพามีน" ที่หายไปในสมอง เช่น ยา Levodopa ซึ่งผู้ป่วยต้องรับประทานอย่างตรงเวลาและสม่ำเสมอ เพื่อรักษาระดับยาในกระแสเลือดไม่ให้เกิดอาการ Medication "Off" (ยาหมดฤทธิ์จนตัวเกร็ง)
  • การผ่าตัด (Deep Brain Stimulation - DBS): หากทานยาแล้วดื้อยา แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าที่สมองส่วนลึก เพื่อสกัดกั้นคลื่นสมองที่ผิดปกติ ช่วยลดอาการมือสั่นและเกร็งได้อย่างน่ามหัศจรรย์
  • การทำกายภาพบำบัด: ถือเป็นยาขนานที่สอง การออกกำลังกายที่เน้นการยืดเหยียด เช่น ไทเก๊ก (Tai Chi) หรือปั่นจักรยาน จะช่วยคงสภาพกล้ามเนื้อ ป้องกันข้อติด และลดความเสี่ยงในการหกล้ม

สรุป

โรคพาร์กินสันมักค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัว เซลล์สมองก็ถูกทำลายไปแล้วกว่าครึ่ง ดังนั้น การหมั่นสังเกตตนเองและผู้สูงอายุในบ้าน หากพบอาการ "สั่นขณะพัก หรือ เคลื่อนไหวช้าผิดปกติ" ควรรีบพบปรึกษาแพทย์ประสาทวิทยา เพื่อรับยาชะลออาการตั้งแต่เนิ่นๆ ครับ


บทความนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น การวินิจฉัยโรคพาร์กินสันต้องอาศัยการตรวจประเมินรีเฟลกซ์และการเคลื่อนไหวโดยแพทย์เฉพาะทาง ควบคู่กับการสแกนสมอง (MRI/PET Scan) เพื่อแยกโรคความจำเสื่อมอื่นๆ ออกไป

ข้อสงวนสิทธิ์ทางการแพทย์

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์ หากมีอาการผิดปกติหรือข้อสงสัยด้านสุขภาพ กรุณาปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ

แชร์บทความ:FacebookLINEX

บทความที่เกี่ยวข้อง

วิธีบำรุงสมอง ป้องกันสมองเสื่อม: เคล็ดลับคนวัยทำงาน ไม่ต้องรอให้แก่การดูแลสุขภาพสมอง

วิธีบำรุงสมอง ป้องกันสมองเสื่อม: เคล็ดลับคนวัยทำงาน ไม่ต้องรอให้แก่

รู้หรือไม่ ความเสื่อมของสมองเริ่มสะสมมาตั้งแต่วัย 30 ปี วัยทำงานจะปกป้องสมองจากการโหมงานหนักและต้านความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมก่อนวัยอันควรได้อย่างไร

7 เมษายน 2569

ลมชักในผู้ใหญ่: จู่ๆ ก็เป็นตอนโต เกิดจากอะไร อันตรายไหม มีวิธีรักษาหรือไม่โรคลมชัก

ลมชักในผู้ใหญ่: จู่ๆ ก็เป็นตอนโต เกิดจากอะไร อันตรายไหม มีวิธีรักษาหรือไม่

โรคลมชักไม่ได้เป็นเฉพาะเด็ก วัยทำงานและผู้สูงอายุก็ชักได้! รู้จักสาเหตุของภาวะลมชักในผู้ใหญ่ที่มักซ่อนรอยโรคในสมองไว้ เช่น สโตรก เนื้องอก และวิธีรักษา

17 เมษายน 2569

สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ท่องจำกฎ FAST ให้ขึ้นใจเพื่อรักษาได้ทันโรคหลอดเลือดสมองและอัมพาต

สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ท่องจำกฎ FAST ให้ขึ้นใจเพื่อรักษาได้ทัน

หน้าเบี้ยว แขนตก พูดไม่ชัด! รู้จักกฎ FAST สัญญาณฉุกเฉินของโรคหลอดเลือดสมอง พร้อมความสำคัญของช่วงเวลา 4.5 ชั่วโมงทองคำ (Golden Hour) ที่ชี้เป็นชี้ตาย

17 เมษายน 2569